SocialTwist Tell-a-Friend

บทความ - คอลัมน์อื่นๆ

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ทำไมจึงสำคัญนัก ?

 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ทำไมจึงสำคัญนัก ?

...........................

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ผู้ก่อตั้งมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์

อริยสัจ Today [ว.วชิรเมธี]

 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?

หากถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ชาวพุทธที่ห่างวัดหลายคนอาจตอบ แตกต่าง กันไปหลายคำตอบ แต่ถ้าถามชาว

พุทธที่ใกล้วัด ก็จะตอบตรงกันโดยไม่ต้องลังเลว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ “อริยสัจ ๔”  คำว่า “อริยสัจ” แปลได้ ๔ ความหมาย คือ

๑. สัจจะที่พระอริยะตรัสรู้

๒. สัจจะของพระอริยะ

๓. สัจจะที่ทำให้เป็นอริยะ

๔. สัจจะอย่างอริยะ คือ ความจริงอันถ่องแท้แน่นอน

อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มี ๔ ประการ เราจึงเรียกรวมกันว่า “อริยสัจ ๔”  ได้แก่

๑.ทุกข์ ได้แก่ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

๒.สมุทัย ได้แก่ สาเหตุของทุกข์คือตัณหาหรือความอยาก

๓.นิโรธ ได้แก่ ภาวะที่ปราศจากทุกข์หรือนิพพาน

๔.มรรค วิธีดับทุกข์หรือวิธีแก้ปัญหา ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเรียกสั้นๆ ว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฐิ เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ   คิดชอบ (๓) สัมมาวาจา พูดชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ  กระทำชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ  (๖) สัมมาวายามะ    เพียรชอบ (๗) สัมมาสติ ระลึกชอบ   (๘) สัมมาสมาธิ  ตั้งจิตมั่นชอบ

อริยสัจสำคัญอย่างไร ?

อริยสัจเป็นหลักธรรมระดับ “หัวใจของพุทธศาสนา” ธรรมทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงสามารถประมวลงลงในอริยสัจได้ทั้งสิ้น หากมองในแง่ทฤษฎีความรู้ อริยสัจก็เป็น องค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบด้วยเหตุด้วยผล หากมองในแง่ของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน อริยสัจก็ถึงพร้อมด้วยภาคปริยัติ (ความรู้) ภาคปฏิบัติ (ประสบการณ์) ภาคปฏิเวธ (ผลของ การปฏิบัติ) หากมองในแง่ของความเป็นสัจธรรมสากล (cosmic law)  อริยสัจก็เป็นความจริง ที่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัวเองตลอดกาล ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องเพิ่มเติม ไม่ต้องตัดออกแม้แต่ข้อเดียว ซึ่งแตกต่างจากคำสอน หรือองค์ความรู้ของผู้รู้ทั่วไปที่เมื่อเวลาผ่านไปก็แสดงความล้าสมัยออกมา ให้ปรากฏ ต้องคอยปรับคอยแก้กันอยู่เนืองๆ หรือมีผู้ค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาล้มล้างทฤษฎีเก่า อยู่ร่ำไป  แต่สำหรับอริยสัจแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงไรก็ตาม คุณค่าของอริยสัจก็มิได้ลดน้อยถอยลงไปเลย ตรงกันข้าม กลับยังคงทันสมัยท้าทายกาลเวลา อยู่เสมอ ใครก็ตามนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็จะประจักษ์ผลนั้นๆ อย่างชัดเจนด้วยตนเอง ความเป็นสัจธรรมสากลที่ไม่ขึ้นต่อกาลเวลา และสถานที่ของอริยสัจดังกล่าวมานี้เอง ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างไอน์สไตน์เองก็ยังกล่าวยกย่องพระพุทธศาสนาเอาไว้ว่า

“ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) ศาสนา ซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ หากจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็ศาสนานั้นคือ ศาสนาพุทธ​“​

อริยสัจต่างจากสัจจะทั่วไปตรงไหน ?

ในโลกนี้มีความจริงอยู่มากมายหลายแบบ อริยสัจจะก็เป็นความจริงอย่างหนึ่ง ในบรรดาความจริงที่มีอยู่มากมายนั้น แต่ที่อริยสัจจะ แตกต่างจากสัจจะ (ความจริง) ทั่วๆ ไปก็คือ ความจริงทั่วไปนั้น เมื่อใคร “รู้จัก” เข้าแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ดับทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็ดเด็ดขาด ตรงกันข้าม บางทีเมื่อรู้จักแล้ว อาจทำให้มีความทุกข์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ความจริงคืออริยสัจนั้น เมื่อใครก็ตาม “รู้จัก” (ด้วยการศึกษา)  และ “รู้แจ้ง” (ด้วยการลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน) แล้ว ก็จะทำให้คนคนนั้น “สามารถดับทุกข์ในชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง” ความแตกต่างในข้อนี้มีตัวอย่างของ นักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลคนหนึ่งเป็นตัวอย่าง กล่าวกันว่า นักวิทยาศาสตร์ทางด้าน ฟิสิกส์คนหนึ่ง ค้นพบความจริงอันลึกซึ้งทางฟิสิกส์ว่า ปฏิสสารมีการสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลาใน หนึ่งนาทีการสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้นนับล้านๆ ครั้ง (=ในมุมมองทางธรรมเท่ากับเขากำลังค้นพบ ภาวะอนิจจัง ทุกขัง  และอนัตตา) เขาค้นพบความจริงนี้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ครั้น ค้นพบแล้ว เขาก็ยังคงมีชีวิตที่มีความทุกข์ท่วมท้นมากมาย ต่างกันกับผู้เจริญวิปัสสนาคนหนึ่งซึ่ง ค้นพบความจริงเดียวกันด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น การณ์กลับปรากฏว่า ผู้เจริญวิปัสสนาเกิดการตื่นรู้ คลายความยึดติดถือมั่นในกายและจิต เกิดความสว่างไสว ในทางปัญญา และจิตหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง มีชีวิตที่มีความสุข สดชื่น รื่นเย็น กลายเป็นบุคคลคนใหม่ขึ้นมาในทันที

ชาวพุทธจะได้ประโยชน์จากอริยสัจได้อย่างไร ?

อริยสัจ ๔ มีประโยชน์นับอนันต์ ประโยชน์ในทางโลก อริยสัจสามารถใช้เป็นวิธีคิด วิธีมอง วิธีแก้ปัญหาได้ทุกกรณี เช่น เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็ลองพิจารณาด้วยวิธีคิด แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)  คนที่มองปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีคิดแบบอริยสัจ จะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิชิตได้ทุกปัญหา โดยไม่ต้องพึ่งพาการบนบานศาลกล่าว ไม่ต้องทรงเจ้าเข้าผี ไม่ต้องทำพิธีตัดเวรตัดกรรม ไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์  แต่จะสามารถแก้ปัญหาทุกชนิด ด้วยสติปัญญาสามัญของมนุษย์ธรรมดาๆ นี่เอง ส่วน ประโยชน์ในทางธรรม ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์ เขาย่อมมีสิทธิ์บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ ในชาตินี้ ในชีวิตนี้ โดยไม่ต้องรอนับแสนล้านชาติภพอย่างที่เคยเข้าใจ กันมาแต่อย่างใด

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐที่เป็นดั่งเพชรบนยอดมงกุฏที่ชื่อว่า พระพุทธศาสนา เป็นมณีแห่งปัญญาที่สามารถพิชิตปัญหานานาประดามีได้ทั้งหมดทั้งสิ้น (ถ้าใช้เป็น) เป็นสัจธรรมที่หนักแน่นเป็นแก่นสารดั่งภูผาไศลที่ไม่หวั่นไหวเพราะกาลเวลา และการถูกท้าทายโดยปวงปราชญ์ราชบัณฑิตทั่วโลก เราชาวพุทธและชาวโลกมีของดี วิเศษอยู่ถึงเพียงนี้แล้ว เราน่าจะหันมาศึกษาและปฏิบัติอริยสัจกันอย่างจริงจังในชีวิต ประจำวัน จนผลแห่งการปฏิบัติธรรมนั้นๆ สามารถทำให้เราดับทุกข์ส่วนตัวและ ทุกขสัจของสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตนี้และในยุคสมัยอันยุ่งเหยิงของเรานี้  หาก เราเอาแต่ชื่นชมนึกนิยมในพุทธศาสนา แต่ทว่าไม่เคยสนใจนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง เราท่านทั้งหลายก็คงไม่ต่างอะไรกับ “กบเฒ่า” ที่ “นั่งเฝ้ากอบัว” ไปวันๆ

 

อ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือ "อริยสัจ Today"
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด E-Book อริยสัจ Today ไฟล์ .pdf หรือ ติดตั้ง app ebooks.in.th เพื่ออ่านผ่าน  iPad, iPhone, iPod, อุปกรณ์ที่เป็น Android หรืออุปกรณ์เครื่องอ่าน (eReader)

   

คำอธิบายของวลีที่ว่า “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย”

คำอธิบายของวลีที่ว่า เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย

.........................

.วชิรเมธี

ความเป็นมา

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือเว็บมาสเตอร์ของสถาบันวิมุตตยาลัย นำเอาวลีเงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงยซึ่งคัดข้อความมาจากธรรมบรรยายฉบับเต็มเรื่องหัวใจเศรษฐี” (ซึ่งบรรยายหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระ) มาเผยแผ่ในเฟซบุ๊คของผู้เขียนได้ไม่นาน ก็มีความเห็นต่าง และเห็นด้วยมากมาย ในส่วนความเห็นด้วยนั้นไม่เป็นปัญหาอยู่แล้วแต่ในส่วนของความเห็นต่างนั้น ผู้เขียนเห็นว่า มีบางคนเข้าใจข้อความที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารออกไปในทางที่ผิดและนำไปพูดจาให้เจตนารมณ์ที่แท้ของข้อความนั้นเบี่ยงเบนออกไปไกล และบางคนทำท่าจะจุดประเด็นให้กลายเป็นปัญหาลุกลากใหญ่โตไปในทางสังคมและการเมือง ซึ่งถือว่า การตีความและท่าทีที่เลยเถิดเช่นนั้น ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของวลีที่ยกมาอ้าง ทั้งไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของผู้เขียนเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่า จะตีความเลยเถิดและเข้าใจผิดกันออกไปมากทำนองฟังไม่ได้ศัพท์ จับมากระเดียดผู้เขียน (ซึ่งตามปกติยอมรับความเห็นแตกต่างได้เสมอ และยินดีต่อการวิพากษ์วิจารณ์ที่ส่งเสริมบรรยากาศทางธรรมทางปัญญาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ดังนั้น จึงไม่ค่อยได้ชี้แจงหรือร่วมถกวิวาทะใดๆ กับใครในเวทีไหนก็ตามที่จุดกันขึ้นมา) ก็จึงขอถือโอกาสนี้ชี้แจง ทำความเข้าใจ ให้ตรงกันไว้ ก่อนที่เจตนารมณ์ที่ดีจะถูกเข้าใจผิดและบิดผันให้กลายเป็นเรื่องเสียหายอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย

สอนเรื่องหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน เหนือเงิน ไม่ใช่เรื่องบูชาเงิน

พุทธศาสนากับการวางท่าทีต่อเงิน

ตามปกติชาวโลกส่วนใหญ่ย่อมเห็นเงินว่าเป็นสิ่งสำคัญ บางคนให้ความสำคัญกับเงินมากถึงกับยกเงินให้เป็นพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด ในสำนวนไทยที่เราคุ้นชินก็มีข้อความว่ามีเงิน ก็ใช้ผีโม่แป้งได้อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งในสังคมไทยของเราในช่วงหลังมานี้ ค่านิยมเห็นเงินเป็นใหญ่ เห็นเงินเป็นพระเจ้า เห็นเงินเป็นคุณค่าสูงสุดของชีวิตยิ่งแพร่หลาย และค่านิยมบูชาเงินอย่างไม่ลืมหูลืมตานี้ก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการยอมรับค่านิยมคอรัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมจนคอรัปชั่นอันเกิดแต่ความเห็นแก่เงินเป็นใหญ่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของสังคมที่คนไทยไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนกันอีกต่อไปแล้ว (สำรวจกี่ครั้ง กลุ่มตัวอย่างก็บอกว่า ยอมรับคอรัปชั่นได้เพรา ะใครๆ เขาก็ทำกัน)

แต่ในพุทธศาสนา ท่านไม่ได้ประเมินค่าของเงินเอาไว้สูงส่งดังหนึ่งเงินเป็นพระเจ้าหรือดังหนึ่งเงินเป็นคุณค่าสูงสุดของชีวิตที่มนุษย์ทุกคนต้องทุ่มเทชีวิตเพื่อแสวงหาหรือเพื่อครอบครองให้ได้มากที่สุด ทั้งไม่ได้ถือว่าเงินเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าของการประสบความสำเร็จในชีวิต(เพียงอย่างเดียว) แต่อย่างใด แต่ในทางพุทธศาสนานั้นท่านถือว่าเงินเป็นได้ทั้งอสรพิษและเป็นได้ทั้งปัจจัย” (เครื่องอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต)

ที่กล่าวว่าเงิน เป็นอสรพิษก็เพราะหากหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน กันไม่เป็น กระบวนการการเกี่ยวข้องกับเงินทั้งหมดนี้ ก็จะทำให้ชีวิตต้องเดือดร้อน วุ่นวาย เหนื่อยหนักหนาสาหัส บาดเจ็บล้มตาย สุขภาพเสื่อมโทรม ขัดแย้งแตกแยก ก่อสงคราม เป็นต้นว่า หากหาเงินไม่เป็น เช่น หาด้วยวิธีการทุจริตเป็นต้นว่า ลักขโมย ฉ้อราษฎร์บังหลวง ค้ายาเสพติด ฯลฯ การหาเงินด้วยวิธีที่ฉ้อฉลอย่างนี้ผู้หาก็ย่อมจะไม่มีความสุขทั้งในขณะหา ขณะใช้ และหากถูกจับได้ ก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกตะรางอย่างยาวนาน หากเก็บเงินไม่เป็น บริหารไม่ฉลาด เงินก็จะกลายมาเป็นข้อพิพาทระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง ดังเราได้เห็นพี่น้อง คนในครอบครัวเดียวกัน ญาติกัน เพื่อนกันทะเลาะกัน ฆ่ากัน หักหลังกัน เพราะอยากได้เงิน และหากใช้ไม่เป็น เช่น ใช้เงินนั้นซื้อหายาเสพติด ใช้เงินนั้นเล่นการพลัน ใช้เงินนั้นทำผิดกฎหมาย ผลของการใช้เงินก็จะยิ่งทำให้ชีวิตตกต่ำดำมืดหนักขึ้นไปอีก นี่ยังไม่นับว่า เพราะการเห็นเงินเป็นใหญ่ จึงทำให้ทรัพยากรของโลกถูกพร่าผลาญไปอย่างมหาศาลและรวดเร็วจนโลกประสบปัญหามากมาย (ซึ่งขอยกไว้ไม่นำมากล่าวถึง เพราะเกินความจำเป็นในที่นี้)

การหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน ไม่เป็น การตกเป็นทาสของเงินด้วยความเขลาอันเป็นที่มาของความเดือดร้อนในชีวิตอย่างนี้แหละ ท่านจึงกล่าวว่าเงิน คือ อสรพิษเพราะมันย้อนมา

ขบกัดชีวิตของผู้ครอบครองได้อย่างหนักหนาสาหัส

ในคัมภีร์พระธรรมบทมีเรื่องเล่าที่แสดงว่า เงิน คือ อสรพิษดังต่อไปนี้

ชาวนาคนนั้น ไถนาอยู่แห่งหนึ่ง ไม่ไกลกรุงสาวัตถี คืนนั้นพวกโจรหมู่หนึ่งขโมยทรัพย์ของตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่งได้ทรัพย์มาก ได้แบ่งทรัพย์กันที่นาของชาวนาคนนั้น (เวลากลางคืน) บังเอิญถุงเงินถุงหนึ่งตกอยู่ รุ่งเช้าชาวนาไปไถนาตามปกติ ไม่เห็นถุงเงินนั้น

เช้าวันนั้น พระตถาคตเจ้าแผ่ข่ายพระญาณไปตรวจดูหมู่สัตว์ที่พระองค์ควรโปรดได้เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัติมรรคของชาวนานั้นและเหตุทั้งปวงอันจักเกิดขึ้นแก่ชาวนา พระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีใครอื่นที่จะเป็นพยานของชาวนาได้นอกจากพระองค์ จึงมีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะเสด็จไปยังที่นั้น

ชาวนาเห็นพระศาสดาแล้วมาถวายบังคม แล้วไปไถนาอย่างเดิม พระศาสดาเสด็จไปที่ถุงเงิน ตรัสกับพระอานนท์ว่า

อานนท์ เธอเห็นอสรพิษนั่นหรือไม่?”

เห็นพระเจ้าข้า อสรพิษร้ายพระอานนท์ทูลตอบ

พระศาสดาตรัสเพียงเท่านี้แล้วหลีกไป ชาวนาได้ยินเสียงนั้นจึงคิดว่าที่นี้ เราไป-มาอยู่เสมอทั้งกลางวันกลางคืน อสรพิษจักเป็นอันตรายแก่เราดังนี้แล้ว ถือด้ามปฏักไปหมายจะตีงู เห็นถุงทรัพย์บรรจุทรัพย์ไว้พันหนึ่ง ดีใจว่าพระศาสดาตรัสบอกทรัพย์ให้โดยนัย จึงถือเอาทรัพย์นั้นไป เอาฝุ่นกลบไว้แล้วไถนาต่อไป

เจ้าของทรัพย์ตื่นขึ้นเวลาเช้า เห็นว่าทรัพย์หายไปจึงชวนกันเดินตามรอยเท้าของโจร เห็นรอยเท้ามาหยุดที่นาของชาวนาคนนั้น และมีร่องรอยการแบ่งทรัพย์กัน เห็นรอยเท้าของชาวนา จึงเดินตามรอยเท้าไป เห็นรอยเท้าไปหยุดอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง มีรอยขุดคุ้ยดิน เอาฝุ่นกลบไว้ จึงคุ้ยฝุ่นดูก็เห็นถุงทรัพย์ พวกเขาโบยตีชาวนาด้วยท่อนไม้แล้วนำตัวไปแสดงแด่พระราชาในฐานะขโมยทรัพย์เป็นอันมาก

พระราชาทรงสดับเรื่องราวโดยตลอดเวลา รับสั่งให้ประหารชีวิตชาวนานั้นเสีย

พวกราชบุรุษมัดชาวนานั้นไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวาย นำไปสู่ที่ประหารชาวนากล่าวอยู่อย่างเดียวว่า

อานนท์ เห็นอสรพิษนั่นไหม?”

เห็นพระเจ้าข้า อสรพิษร้าย

พวกราชบุรุษสงสัยในคำของเขา จึงถามว่า เหตุไรจึงกล่าวคำของพระศาสดาและพระอานนท์ เขาบอกว่าต้องได้เฝ้าพระราชาเสียก่อนแล้วจักบอก พวกราชบุรุษนำเขาไปเฝ้าพระราชา เมื่อพระราชาตรัสถามจึงทูลเล่าเรื่องทั้งปวงถวาย พระราชาทรงดำริว่าชาวนานี้อ้างพระศาสดาและพระอานนท์เป็นพยาน น่าจะมีเหตุอะไรสักอย่างหนึ่งดังนี้แล้วให้พักการลงโทษชาวนาไว้ก่อน ทรงพาเขาไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาเย็น ทูลถามเรื่องราวต่างๆ พระศาสดาตรัสตอบตรงตามที่ชาวนาเล่าถวายทุกประการ

พระราชาตรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากชาวนานี้ไม่อ้างพระองค์คงตายไปแล้ว แต่เพราะเขากล่าวคำที่พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงได้ชีวิตรอดมา

พระศาสดามีพระประสงค์จะเทศนาโปรดทั้งพระราชาและชาวนาจึงตรัสว่า

มหาบพิตร อาตมภาพกล่าวคำเพียงเท่านั้นแล้วหลีกไป มหาบพิตร กรรมใดทำแล้วเดือดร้อนภายหลัง บัณฑิตย่อมไม่ทำกรรมนั้นดังนี้แล้วตรัสพระคาถาความว่า

บุคคลทำกรรมใดแล้ว ต้องเดือดร้อนภายหลังเป็นอาทิ มีนัยดังพรรณนามาแล้วแต่ต้น.

นี่คือ ที่มาและความหมายของคำว่า เงิน คือ อสรพิษ

การหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน วางท่าทีต่อเงินอย่างไม่ถูกต้อง เงินจะกลายเป็นอสรพิษมาขบกัดชีวิตได้ทุกเมื่อ ในมุมมองของพุทธศาสนาท่านจึงสอนว่า ต้องรู้จักหาเงิน เก็บเงิน และใช้เงิน อย่างมีสติ อย่างมีปัญญา อย่าให้เงินย้อนกลับมากัดเจ้าของจนต้องมีชีวิตด้วยความเดือดร้อนวุ่นวายทุกข์ตรมขมไหม้เหมือนอยู่ในนรก หลักการตรงนี้ ขอเขียนให้จำกันง่ายๆ ว่า

สตางค์ ที่ใช้อย่างปราศจากสติ จะกลายเป็นศัตรู

มีคำสอนมากมายที่สอนให้รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้เงิน เช่น ในหลักหัวใจเศรษฐีท่านสอนว่า ต้องรู้จักหาเงินโดย

.ขยันหา

.รักษาดี

.มีกัลยาณมิตร

.ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง (รู้ประมาณในการใช้จ่าย)

ในหลักกามโภคีท่านก็สอนว่า ในการหาเงินนั้นต้องแสวงหาอย่างชอบธรรมและใช้อย่างรู้เท่าทัน เป็นอิสระโดยท่านอธิบายว่า

“...แสวงหาโดยชอบธรรม ไม่ทารุณข่มขี่ ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข แจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี อีกทั้งไม่สยบมัวเมา ไม่หมกมุ่น บริโภคโภคะ(ทรัพย์สิน) เหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน เห็นโทษ มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระหลุดพ้น เป็นนายเหนือโภคทรัพย์

ขอให้สังเกตข้อความข้างต้นนี้ให้ดี ย้ำกันชัดๆ อีกทีหนึ่งว่า ในการหาเงินนั้น

- แสวงหาโดยชอบธรรม ไม่ทารุณข่มขี่ (=ว่าด้วยวิธีการหาเงิน)

- ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข (=ว่าด้วยการใช้เงินเพื่อตน)

- แจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี =ว่าด้วยการใช้เงินเพื่อคนอื่น/สังคม/คุณภาพชีวิต)

- อีกทั้งไม่สยบมัวเมา ไม่หมกมุ่น (=ว่าด้วยการวางท่าทีทางจิตใจ ไม่เห็นเงินเป็นพระเจ้า)

-บริโภคโภคะ (ทรัพย์สิน) เหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน เห็นโทษ มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระ หลุดพ้น เป็นนายเหนือโภคทรัพย์ (=ว่าด้วยการวางท่าทีทางปัญญา คือ ในที่สุด ให้ยกจิตใจให้หลุดพ้นจากการตกเป็นทาสของเงินอย่างสิ้นเชิงในลักษณะ เงิน คือ ของใช้ ไม่ใช่ของฉัน หรือดียิ่งกว่านั้นก็ลอยพ้นจากการพัวพันกับเงินไปเลยเหมือนพระอริยบุคคลทั้งหลายที่ได้บรรลุมรรค ผลนิพพาน มีชีวิตเบิกบานโดยไมต้องเกี่ยวข้องกับเงินอีกต่อไป)

การหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน (=การว่างท่าทีต่อเงิน การจัดวางฐานะของเงิน การให้ความหมายกับเงินในชีวิต) ในพุทธทัศน์ ก็เป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้

มาดูฐานะของเงินในอีกความหมายหนึ่งที่ท่านกล่าวว่าเงิน คือ ปัจจัย” (เครื่อง

อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต) หมายความว่าอย่างไร

คำว่าปัจจัยหมายถึง เครื่องอิงอาศัยในการดำรงชีวิต

ตามปกติคำว่าปัจจัยย่อมหมายถึง ปัจจัยสี่ เช่น () เครื่องนุ่งห่ม () อาหารการกิน () ที่อยู่อาศัย () ยารักษาโรค เมื่อเราบอกว่า พุทธศาสนาถือว่า เงิน คือ ปัจจัย ก็หมายความว่า เงินเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตเท่านั้น ไม่ได้เป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำรงชีวิตแต่อย่างใด (ในพุทธศาสนาท่านถือว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือนิพพาน ไม่ใช่เงินอย่างที่มีบางคนพยายามจะบอกว่า ผู้เขียนสอนให้เข้าใจไปในทำนองนั้น ซึ่งเป็นการตั้งใจเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของผู้เขียนโดยปราศจากความเข้าใจพื้นฐานทางพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง)

ดังนั้น หากจะมีใครกล่าวว่าพุทธศาสนาสอนว่า เงิน คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต

นี่ย่อมเป็นความเข้าใจที่ผิดต่อพุทธศาสนา

หรือหากจะมีใครกล่าวว่า ผู้เขียน (.วชิรเมธี) สอนว่าเงิน คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิตหรือเงินเป็นใหญ่และ/หรือเงินสำคัญที่สุดก็ย่อมเป็นความเข้าใจผิดในสองสถาน คือ () เข้าใจผิดต่อพุทธศาสนา ซึ่งไม่ได้สอนเช่นนี้ และ () เข้าใจผิดต่อตัวผู้เขียน (ซึ่งย่อมสอนพุทธธรรมตามหลักพุทธศาสนา)

ที่ผู้เขียนสอน แสดงธรรม หรือเขียนว่าเงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงยนั้น

หมายความว่าอย่างไร

คำตอบก็คือ ผู้เขียนต้องการชี้ว่า ในพุทธศาสนานั้น เรามองว่า เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิต เงินไม่ใช่พระเจ้า เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เงินเป็นเพียงปัจจัยเครื่องอาศัยในการดำรงชีวิตให้ราบรื่นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีเงิน ก็ควรรู้จักเปลี่ยนเงินให้เป็น ธรรมซึ่งหมายถึง คุณภาพชีวิตของตน เช่น ปัญญา สุขภาพ ความดีงาม คุณภาพชีวิตของคนอื่น ของสังคม และของโลก เพื่อให้จำง่ายๆ ก็จึงเขียนไว้ติดต้นไม้ที่วัดว่า

เงินงอกงาม (นำไปสู่) ธรรมงอกเงย

หรือเงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย

และ/หรือเงินงอกงาม ธรรมงอกเงย

พิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่า ข้อความดังกล่าวนี้ ไม่ได้สอนให้มีเงิน แล้วจบที่เงิน แต่วลีข้างหน้าเป็นเหตุ วลีข้างหลังเป็นผลอยู่ในตัวอย่างชัดเจน แทบไม่เปิดช่องให้ตีความว่าเงินเป็นใหญ่ตรงไหนเลย ถ้าอ่านกันอย่างพินิจจะเห็นว่า ข้อความนี้มีความชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้วว่า ผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไร อย่างไรก็ตาม ต่อไปอาจต้องเขียนให้ยืดยาวขึ้นว่าเงินงอกงาม เพื่อให้ธรรมงอกเงยหรือถ้ามีเงิน กรุณาเปลี่ยนเงินให้เป็นคุณภาพชีวิตแต่เขียนอย่างนี้ คงไม่เรียกว่าคมธรรมประจำวันเพราะผู้อ่านแทบไม่ได้ใช้สมองในการคิดเชิงวิเคราะห์

กล่าวโดยสรุป วลีที่ว่าเงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย

ผู้เขียนมุ่งหมายจะสื่อสารว่า หากมีเงิน ต้องรู้จักเปลี่ยนเงินให้เป็นธรรมะ อันได้แก่คุณภาพชีวิต คุณงามความดี สติปัญญา ความก้าวหน้าในทางธรรมทางจิตวิญญาณการศึกษาหาความรู้ความจริง การบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ตน แก่สังคม แก่เพื่อนมนุษย์และแก่โลกอย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่มีเงินแล้วก็หยุดอยู่กับเงิน โดยเข้าใจผิดๆว่า พอมีเงินแล้ว ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว พอมีเงินแล้ว ก็หยุดการพัฒนาตนเองแล้ว หรือ พอมีเงินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขวนขวายทำอะไรอย่างอื่นอีก หรือไม่อยากให้คิดว่า ใครมีเงินคนนั้นคือพระเจ้า และหรือไม่อยากให้เชื่ออย่างผิดๆ ว่า เงินคือพระเจ้า เงินเป็นใหญ่ เงินคือทุกสิ่งทุกอย่าง เงินเท่านั้นที่ครองโลก เงินสำคัญที่สุด ซึ่งนี่เป็น ค่า (ที่ไม่น่า) นิยมที่ไม่ถูกต้อง

สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอด ก็คือ ต้องการให้คนวางท่าทีต่อเงินอย่างถูกต้องในฐานะที่เงินเป็นเพียงปัจจัยอย่างหนึ่งในบรรดาปัจจัยอีกหลายๆ อย่างของการดำรงชีวิตเท่านั้น อย่าให้ค่า อย่าให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไป จนกลายเป็นสรณะสูงสุดของชีวิต ด้วยเหตุนี้ถึงได้บอกว่าเงินงอกงาม” (ถ้าหากมีเงิน) ก็เพื่อธรรมงอกเงย” (จงเปลี่ยนเงินนั้นเป็นคุณภาพชีวิตในทางที่สร้างสรรค์) สาระสำคัญก็มีอยู่แค่นี้ แต่เวลานี้ มีบางคนเข้าใจผิดกันไปไกล เหมือนกำลังพูดกันอยู่คนละเรื่อง เหมือนคนหนึ่งถามว่าไปไหนมาอีกคนกลับตอบว่าสามวา กับสองศอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย

เพื่อไม่อยากให้เข้าใจผิดมากไปกว่านี้ ว่าแนวคิดเงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงยนั้นมีความหมายอย่างไรแน่ ผู้เขียนขอยกเอาเรื่องจริงในสมัยพุทธกาลของอภิมหาเศรษฐีชื่ออนาถปิณฑิกะ (บิล เก็ตส์ แห่งสมัยพุทธกาล) มาเล่าให้ฟังอย่างหมดจดโดยไม่ตัดทอนคำแปลจากต้นฉบับในภาษาบาลีเลย ดังต่อไปนี้

อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี ใช้เงินจ้างลูกไปฟังธรรม

นายกาละแม้จะเป็นบุตรของอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็จริง แต่หามีศรัทธาในพระ

รัตนตรัยเช่นเศรษฐีไม่ เขาไม่ปรารถนาไปเฝ้าพระศาสดาทั้งที่อารามและที่บ้านของตน ไม่ต้องการฟังธรรม ไม่ต้องการขวนขวายปฏิบัติบำรุงพระสงฆ์ แม้มารดาบิดาอ้อนวอนอยู่เนืองๆ ก็หาเชื่อฟังไม่

อนาถปิณฑิกเศรษฐีผู้บิดาคิดว่าเจ้ากาละนี้ เมื่อมีความเห็นผิดอยู่อย่างนี้จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน เมื่อเรายังรู้เห็นอยู่ ไม่ควรที่เขาจะตกนรก เราควรออกอุบายให้เขามีความเห็นชอบ ก็บุคคลผู้ไม่อยากได้ทรัพย์ ดูเหมือนจะไม่มีในโลกนี้ เราควรทำลายทิฏฐิผิดๆ แห่งบุตรของเราเสีย

เศรษฐีจึงพูดกับนนายกาละผู้บุตรว่า

พ่อ เจ้าจงรักษาอุโบสถ ไปวิหารแล้วฟังธรรมเถิด เสร็จแล้วเราจักให้กหาปณะ

๑๐๐ แก่เจ้า

นายกาละให้พ่อรับคำถึง ๓ ครั้ง แล้วจึงยอมรักษาอุโบสถ ไปสู่วิหารอันเป็นที่

ประทับของพระศาสดา แต่หาได้ฟังธรรมไม่ เขาเลือกนอนที่ใดที่หนึ่งอันผาสุกแก่ตน แล้วรุ่งขึ้นรีบกลับบ้านแต่เช้าตรู่

ฝ่ายเศรษฐีบิดาของเขาเห็นลูกชายกลับมาก็รีบบอกคนใช้ให้นำอาหารอันประณีตมาให้โดยเร็ว แต่นายกาละไม่ยอมบริโภค จนกว่าจะได้กหาปณะก่อน เศรษฐีจึงยอมมอบเงิน ๑๐๐ กหาปณะให้ เขาจึงยอมบริโภคอาหาร

วันรุ่งขึ้นเศรษฐีขอให้เขาไปฟังธรรม และให้จำพระพุทธพจน์ให้ได้สักบทหนึ่ง โดยยืนฟังต่อพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากทำได้ดังนั้นจะได้รางวัล ๑,๐๐๐ กหาปณะ นายกาละรับด้วยความยินดี

เขาไปยืนฟังธรรมเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องที่นายกาละรับจ้างบิดามาฟังธรรม จึงทรงบันดาลให้เขาจำไม่ได้แม้แต่บทเดียว เขาจึงตั้งใจฟังมากขึ้นเพื่อจำให้ได้สักบทหนึ่ง ฟังไปๆ ได้บรรลุโสดาปัตติผล

พอรุ่งขึ้น เขากลับบ้านพร้อมภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข มหาเศรษฐีเห็นแล้วรำพึงว่าวันนี้ลูกเราน่ารักจริง เราชอบใจ

เมื่ออังคาสพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เศรษฐีก็สั่งให้อาหารแก่บุตรชาย

เหมือนกัน นายกาละนั้นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ขอบิดาอย่าได้ให้ทรัพย์แก่ตนเฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาเลย และขอพระศาสดาอย่าได้ทรงล่วงรู้ถึงเรื่องที่ตนรักษาอุโบสถและฟังธรรมเพื่อค่าจ้าง แต่ความจริงเรื่องนี้พระศาสดาทรงทราบแล้วตั้งแต่วันวาน

เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว มหาเศรษฐีให้คนวางห่อกหาปณะพันหนึ่งตรงหน้าบุตร พร้อมพูดว่า

กาละ นี่ค่าจ้างสำหรับเจ้าที่รักษาอุโบสถและฟังธรรม

นายกาละรู้สึกละอายอย่างยิ่ง จึงพูดว่าพ่อ ผมไม่รับกหาปณะเหล่านี้ดอกแม้

บิดาจะอ้อนวอนหลายครั้ง ก็หารับไม่

เศรษฐีได้ทูลเล่าเรื่องทั้งปวงให้พระศาสดาทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะบุตรของท่านได้รับแล้วซึ่งสิ่งอันประเสริฐกว่าสมบัติแห่งจักรพรรดิราชประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวงนั่นคือ โสดาปัตติผลดังนี้แล้วตรัสพระคาถาว่า

โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นจักรพรรดิ กว่าการไปสู่สวรรค์และกว่า

ความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เรื่องบุตรของอนาถปิณฑิกเศรษฐีที่ใช้กุศโลบายจ้างลูกไปฟังธรรม” (เพราะเขารู้ดีว่า คนทั้งโลกนั้นเห็นเงินล้วนตาโต รวมทั้งลูกของเขา) จนลูกได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรมกลายเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน และในที่สุด เขาก็มีจิตหลุดพ้นจากการเห็นแก่เงินอย่างสิ้นเชิง

นี่คือ ตัวอย่างหรือคือที่มาของคำกล่าวที่ว่าเงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย” (ถ้ามีเงิน จงเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต ซึ่งในกรณีนี้ ท่านเศรษฐีใช้เงินซึ่งเป็นโลกิยทรัพย์ เป็นรางวัลจูงใจให้ลูกได้อริยทรัพย์ คือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นแก่นสารอันแท้จริงของชีวิต)

มรรค ผล นิพพาน ทำให้ลูกของเศรษฐีกลายเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ได้คุณภาพชีวิตใหม่อย่างสิ้นเชิง

นี่เอง เราถึงเรียกกันว่า เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย

คนโบราณนั้น ท่านฉลาด ท่านรู้ว่าเงินนั้นต้องรู้จักใช้ ไม่ใช่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของเงิน ตัวท่านเศรษฐีเอง ก็บริจาคเงินมหาศาลแก่คนยาก คนจน คนอนาถา จนสังคมยกย่อง นับถือ เปลี่ยนชื่อจากเดิมว่าสุทัตตะให้เป็นอนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีหากท่านเศรษฐีไม่เปลี่ยนเงินเป็นบุญ ไม่เปลี่ยนทุนเป็นธรรม ด้วยการนำเงินมาบริจาคช่วยเหลือสังคม ไหนเลยท่านจะกลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีแต่คนรัก แม้ทุกวันนี้ พุทธศาสนาจะผ่านมาแล้ว ๒๕๕๕ ปี แต่ชื่อของท่านเศรษฐีก็ยังคงอยู่คู่พุทธศาสนา ในพระสูตรจำนวนมาก มักระบุถึงชื่อของมหาเศรษฐีวางเรียงเคียงกับพระนามของพระพุทธองค์อยู่เสมอในฐานะที่เขาเป็นผู้เปลี่ยนเงิน เป็น ธรรมด้วยการสร้างวัดถวายให้เป็นอารามสำหรับหมู่สงฆ์ หากเราอ่านพระสูตรก็จะพบข้อความทำนองนี้ปรากฏอยู่มากมาย เช่นสมัยหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อารามชื่อเชตวัน ซึ่งเป็นอารามที่อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีสร้างถวาย...”

วลีเงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย

มีความหมายอย่างที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนมุ่งชี้ให้เห็น การรู้จักใช้เงิน ไม่ใช่ชวนให้บูชาเงิน ต้องการย้ำให้เปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิตที่ประเสริฐเลิศล้ำ ไม่ใช่ย้ำให้เปลี่ยนเงินเป็นพระเจ้าให้เราเคารพบูชาแต่อย่างใด

บางทีตัวอย่างที่กล่าวมาอาจจะเก่าและไกลไปหน่อย ขอเล่าอีกสักตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของอภิมหาเศรษฐีในชั่วยุคสมัยของเรานี่เอง นั่นก็คือ เรื่องราวของจอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์อัครมหาเศรษฐีคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ที่รู้จักใช้คติเงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงยมาสร้างสรรค์พัฒนาชีวิตจนได้รับความยกย่องนับถือไปทั่วโลก

เรื่องราวของมหาเศรษฐีใจบุญคนนี้ มีดังนี้ (คัดจากหนังสืออริยสัจ ๔โดย

อาจารย์วศิน อินทสระ หน้า ๒๖๗-๒๗๑)

จอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์

ผู้เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม

ยอห์น. ดี. รอคกี้เฟลเลอร์ (บิดา) มีเงินถึงหนึ่งล้านเหรียญเมื่ออายุเพียง ๓๔

(สามสิบสี่) ปี และเมื่ออายุ ๔๓ (สี่สิบสาม) ปี ได้เป็นผู้ตั้งบริษัทผูกขาดในการค้าน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือบริษัทน้ำมันสแตนดาร์ดออยล์ (Standard Oil) แต่พออายุ ๕๓ (ห้าสิบสาม) ปี สุขภาพของเขาเสื่อมโทรมมาก เพราะนิสัยชอบทุกข์ร้อนเคร่งเครียดของเขา ผู้เขียนประวัติของเขา คนหนึ่งกล่าวว่าเมื่อรอคกี้เฟลเลอร์อายุ ๕๓ ปี รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนมัมมี่

เมื่ออายุ ๕๓ ปี เป็นโรคเครื่องย่อยอาหารพิการอย่างรุนแรง จนผมร่วง ขนตาและอื่นๆ ก็ร่วง ขนคิ้วยังเหลืออยู่เพียงหยอมแหยม

แพทย์บอกว่า ที่เขาหัวล้านเช่นนี้สืบเนื่องมาจากประสาทอ่อนกำลัง เขาสะดุ้งกลัวมาก จนเขาต้องสวมฝาครอบผ้าบางๆ ปิดศีรษะอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเขาซื้อผมปลอมชนิดสีเงินมาสวม ราคาชุดละห้าร้อยเหรียญ และสวมผมปลอมต่อมาจนตลอดชีวิต

เดิมที รอคกี้เฟลเลอร์เป็นผู้มีอนามัยดี แข็งแรง ปราดเปรียว ครั้นพออายุได้ ๕๓ ปี ไหล่ของเขาตก เดินกระย่องกระแย่ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากการทำงานหักโหมหนัก วิตกทุกข์ร้อนไม่รู้จักสิ้นสุด โมโหโทโสดุด่าไม่เว้นแต่ละวัน กลางคืนนอนไม่หลับ ขาดการบริหารร่างกายและพักผ่อนหย่อนใจ

ดูเถิด มหาเศรษฐีแท้ๆ ทำไมจึงกลายเป็นผู้ไร้ความสุขไปได้ แม้ว่าขณะนั้นเขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เขาดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่คนยากคนจนไม่อยากจะแตะต้องรายได้ของเขาเวลานั้นตกสัปดาห์ละหนึ่งล้านเหรียญ แต่ค่าอาหารประจำวันของเขาทุกมื้อตกเพียงสัปดาห์ละสองเหรียญเท่านั้น

รอคกี้เฟลเลอร์อยากให้คนทั้งหลายรักเขา แต่ปรากฏว่ามีคนชอบเขามีเพียงไม่กี่คน คนส่วนมากเกลียดเขาไม่ต้องการติดต่อเกี่ยวข้องกับเขาไม่ว่าในทางธุรกิจหรือในทางใดๆ แม้น้องชายของเขาเองก็เกลียดเขา จนถึงกับพาลูกๆ ออกไปจากบ้านประจำตระกูลซึ่งรอคกี้เฟลเลอร์สร้างขึ้น น้องชายของเขาพูดว่าฉันไม่ยอมให้สายเลือดของฉันต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เป็นของเจ้ายอห์น.ดี.”

เสมียนพนักงานของเขาก็ไม่ชอบเขา หวาดกลัวเขาไปตามๆ กัน เพราะรอคกี้เฟลเลอร์เป็นคนขี้ระแวง เขาเป็นคนไว้วางใจมนุษย์ด้วยกันน้อยที่สุด

ปรากฏว่าในบริเวณบ่อน้ำมันต่างๆในรัฐเพ็นซิลเวเนีย รอคกี้เฟลเลอร์เป็นคนที่ถูกเกลียดชังมากที่สุดในโลก คู่แข่งขันของเขาซึ่งถูกทำลายย่อยยับไปแล้วด้วยวิธีต่างๆ ต่างเคียดแค้นชิงชังเขาและอยากจะแขวนคอเขาเป็นที่สุด มีจดหมายแช่งชักหักกระดูกรวมทั้งขู่เข็ญจะเอาชีวิตหลั่งไหลมาสู่สำนักงานของเขานับไม่ถ้วน เขาต้องการองครักษ์จำนวนหนึ่งเพื่อป้องกันชีวิต

ลงท้าย เขาได้ประจักษ์ความจริงว่า ตัวเขาหนีความเป็นมนุษย์ไปไม่พ้น เขาไม่

สามารถทนทานต่อความเกลียดชังของคนหมู่มากซึ่งอยู่รอบตัวเขา และไม่สามารถทนทานต่อความทุกข์ร้อนซึ่งมีอยู่ประจำได้ ผลก็คือสุขภาพของเขาเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ เขาต้องเผชิญกับศัตรูใหม่คือความเจ็บป่วย อาการของเขาคือนอนไม่หลับ เครื่องย่อยอาหารพิการ จิตใจของเขาสุมอยู่ด้วยความทุกข์ร้อนกระสับกระส่าย

แพทย์ได้บอกความจริงกับเขาว่า ขอให้เขาเลือกเอาอย่างหนึ่ง คือ ธุรกิจการเงินหรือชีวิต และจะต้องตัดสินใจเลือกอย่างรวดเร็วด้วย ถ้าเขาเลือกเอาชิวิตไว้ ขอให้เลิกงานด้านธุรกิจอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

เขาเลือกเอาชีวิตไว้ แพทย์ได้วางกฎ ๓ ข้อให้เขาปฎิบัติอย่างเคร่งครัด คือ

. อย่าวิตกทุกข์ร้อนในสิ่งหนึ่งสิ่งใดทุกๆ กรณี

. พักผ่อนด้วยการออกกำลังกายขนาดเบากลางแจ้ง

. ระวังเรื่องอาหารประจำวัน อย่ากินเมื่อยังไม่หิว

รอคกี้เฟลเลอร์ ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ ผลก็คือ เขารอดตาย เขาหยุดงานด้านธุรกิจแต่หันมาสนใจเรื่องของเพื่อนบ้าน และเล่นกีฬาในร่มเล็กๆ น้อยๆ

ระหว่างที่รอคกี้เฟลเลอร์ทรมานจากโรคนอนไม่หลับและหยุดงานธุรกิจแล้วนั้นเขามีเวลาเหลือเฟือที่จะคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เขาเริ่มคิดถึงผู้อื่น เขาเลิกคิดถึงเรื่องการกอบโกยเงิน แต่เขากลับคิดว่าเขาจะต้องใช้เงินจำนวนสักเท่าใด จึงจะสามารถสร้างความสุขให้ปวงมนุษย์ในโลกได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา เขาเริ่มบริจาคเงินจำนวนล้านๆ เพื่อสาธารณกุศล

วิทยาลัยเล็กๆ แห่งหนึ่งบนฝั่งทะเลสาบมิชิแกน ซึ่งกำลังจะถูกธนาคารยึด แต่ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก เพราะการช่วยเหลือของเขาโดยการบริจาคเงินหลายล้านเหรียญ เขาบริจาคเงินช่วยเหลือการศึกษาของชาวนิโกร

เขาเองอีกนั่นแหละ บริจาคเงินหลายล้านเหรียญในการปราบพยาธิปากขอจนหมดไปจากภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา เขาได้ตั้งมูลนิธิอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก นั่นคือ รอคกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ และเพื่อความสุขสวัสดีของปวงมนุษย์ทั่วโลก

ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ ว่าจะมีองค์กรใดได้บำเพ็ญประโยชน์แก่มนุษย์อย่างกว้างใหญ่ไพศาลเหมือนรอคกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ รอคกี้เฟลเลอร์มูลนิธิเป็นสิ่งแปลกและใหม่ของโลก เขาให้ทุนเพื่อการศึกษาค้นคว้าสิ่งต่างๆ มากมาย รวมทั้งในวงการแพทย์ด้วย เราต้องขอบคุณเขาในเรื่องยาหลายชนิด เช่น เพนนิซิลิน, ยาในการรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เขาร่วมบริจาคในการต่อสู้ทำลายโรคมาเลเรีย วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคคอตีบ และโรคอื่นๆ อีกมาก ซึ่งระบาดอยู่ทั่วโลก

สำหรับรอคกี้เฟลเลอร์เอง ได้รับผลจากการปฏิบัติเช่นนั้นของเขาอย่างดียิ่ง คือได้รับสันติสุขทางใจอย่างล้นเหลือ ได้รับความยกย่องนับถือไปทั่วโลก

ยอห์น. ดี. รอคกี้เฟลเลอร์ ผู้ซึ่งกำลังจะตายเมื่ออายุ ๕๓ ปี กลับเป็นผู้มีอายุยืนถึง ๙๘ (เก้าสิบแปด) ปี อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้เพราะเขาได้เปลี่ยนชีวิตของเขาจากความหน้าเลือดเห็นแก่ได้เอารัดเอาเปรียบมาเป็นผู้เสียสละ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อความสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และตัวเขาเองก็กลายเป็นผู้มีความสุขความสงบแห่งจิต เขาเปลี่ยนคนเกลียดชังให้รักใคร่เพราะเขาเปลี่ยนแปลงแนวคิด การกระทำของเขาก่อน รวมความว่าเปลี่ยนแปลงตัวเขาเอง ทำตัวเขาให้เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย ทำความดีและเพิ่มพูนความดีอยู่เรื่อยๆ

ความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริงอยู่ตรงนี้...”

บิล เก็ตส์

วอร์เร็นท์ บัฟเฟตต์ ก็ถือคติ เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย

ความจริงหลังจากจอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ แล้วก็ยังมีมหาเศรษฐีอีกเป็นอันมากในเวทีโลกที่รู้จักเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิตของตน ของคนอื่น ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นจอห์น สมิธ ที่บริจาคเงินมหาศาลให้สร้างพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนไว้ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จอห์น ฮาร์เวิร์ด ที่บริจาคที่ดินสร้างมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแอนดรู คาร์เนกี้ ที่บริจาคเงินมหาศาลสร้างห้องสมุดกระจายไปทั่วโลกหลายพันแห่งจนมีผู้ขนานนามว่ามิสเตอร์ห้องสมุด ในยุคพวกเราในเวลานี้มหาเศรษฐีอย่างบิล เก็ตส์ ก็เป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องของการเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต(ของคนอื่น ของสังคม ของโลก) ด้วยการตั้งมูลนิธิในชื่อของตนและภริยาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลชาวโลกในหลายๆ เรื่อง ล่าสุดไม่กี่ปีมานี้เอง ทั้งบิล เก็ตส์ และวอเรนท์ บัฟเฟตต์ก็ร่วมกันริเริ่มโครงการ “Giving Pledge” (คำมั่นสัญญาว่าจะให้) ด้วยการเชิญชวนมหาเศรษฐีใจบุญอยู่แล้ว และควรจะใจบุญ (จากการเชิญชวนของพวกเขา) มาร่วมกันทำสัญญาว่าจะบริจาคทรัพย์สินของตนเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก งานของของทั้งสองคนได้รับการตอบรับที่ดีจาก มหาเศรษฐีมากมายที่มีจิตสำนึกสาธารณะอยากร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนาสังคมและโลกวอร์เรนท์ บัฟเฟตต์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนในเรื่องนี้ของเขาว่า

“...สำหรับตัวเขาแล้ว การสะสมของมีค่าทางวัตถุต่างๆ ไม่สู้มีความสำคัญ เพราะ

สิ่งเหล่านั้นนั่นแหละ คือ โซ่รัดคอของผู้สะสม สำหรับเขาแล้วสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าวัตถุประดามีก็คือ

สุขภาพและผองเพื่อนหรือ

“...ทรัพย์ที่บริจาคไปนั้น แม้จะเก็บไว้ก็ไม่ทำให้ตนและลูกๆ มีความสุขเพิ่มขึ้น ตรง

กันข้าม เมื่อบริจาคออกไป มันจะทำให้มนุษย์จำนวนมาก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ล่าสุดแม้แต่มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค ก็เพิ่งบริจาคเงินมหาศาลเพื่อการปฏิรูปการศึกษาของสหรัฐอเมริกา

สตีฟ โวซเนียก ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิลกับสตีฟ จ๊อบส์ ก็เช่นเดียวกัน เขานิยมเปลี่ยนเงิน เป็นธรรมด้วยการถือคติว่า

“...เงินทองไม่มีความหมายสำหรับผมสักเท่าไหร่ ผมนำมันไปบริจาคให้กับองค์กร

การกุศล พิพิธภัณฑ์ เด็กๆ หรือทุกทุกที่ที่ผมให้ได้...”

เจ็ท ลี ซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย ก็ตั้งมูลนิธิชื่อหนึ่งหยวนขึ้นมาเพื่อสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่ชาวโลก โดยเขารณรงค์ในหมู่คนจีนและผู้ที่ชื่นชมเขาทั้งในอเมริกาและยุโรปเพื่อกระตุ้นให้ชาวโลกมองเห็นปัญหาของคนที่ยังด้อยโอกาสในสังคม โดยเขากล่าวว่าผมอยากจะเปลี่ยนความดังมาสร้างความดีและผมไม่ได้ขอเงินคุณ แต่ผมขอหัวใจ (ที่เห็นแก่สังคม) ของคุณ...”

ในเมืองไทยของเราก็มีคนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก ดำเนินอยู่บนเส้นทางของการเปลี่ยนเงินให้เป็นคุณภาพชีวิตหรือการถือคติเงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงยด้วยการบริจาคเงินที่ตนหามาได้โดยชอบธรรมสำหรับสร้างกุศลแก่มหาชน เช่น คุณกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็บริจาคเงินสร้างและส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยทั่วประเทศผ่านโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจากเหนือจรดใต้ ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ เจ้าของกาแฟ เนเจอร์กิฟ ก็บริจาคที่ดินกว่า ๕๐๐ ไร่ เพื่อสร้างวัด คุณยายทัศนีย์ บุรุษพัฒน์ อดีตเจ้าของโรงเรียนปริญญาทิพย์ ก็บริจาคที่ดิน ๑๐๐ ไร่เพื่อสร้างวัด คุณธนาชัย ธีรพัฒนวงษ์ อดีตประธานกรรมการเครือเนชั่นฯและผองเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจร่วมกันอุปถัมภ์การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนปีละหลายพันรูป สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมอีกหลายสิบแห่ง ให้ทุนการศึกษาเด็กยากจนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยครอบคลุมทั่วประเทศอีกปีละหลายพันทุน คิดเป็นเงินมหาศาลต่อปีและทั้งหมดนี้ท่านทำเงียบๆ มาตลอดอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดนายเอี่ยม คัมภิรานนท์ ขอทานเศรษฐีแห่งวัดไร่ขิง ก็บริจาคเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาท) คืนให้แก่วัดไร่ขิง ที่ตนได้อาศัยขอทานมาตลอดชีวิต ด้วยการให้เหตุผลว่า ตนได้รับมามากพอแล้ว ควรจะคืนสิ่งดีๆ ให้กับวัดบ้าง จนบัดนี้ คุณปู่เอี่ยม กลายเป็นคนดังที่ได้รับการยกย่องให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่อเนื่องยาวนานกว่าสองอาทิตย์และมีคนสรรเสริญไปทั่วประเทศ

นี่คือ ตัวอย่างว่า หากคนทั่วไปมองเงินว่าเป็นเพียงปัจจัยเครื่องอาศัยของชีวิตไม่ยึดติดถือมั่นว่าเงินเป็นพระเจ้าหรือสรณะที่พึ่งอันสูงสุดเขาก็จะสามารถใช้เงินนั้นสร้างสรรค์ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ได้อย่างมหาศาลเพียงไร

คติเงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย

ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นเรื่องสร้างสรรค์แท้ๆ โดยมีนัยอย่างที่กล่าวมานี้เอง ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ในโลก รู้จักหา รู้เก็บ รู้จักใช้ รู้จักให้ โดยถือว่า เงินเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งแก่ตนและแก่คนอื่น โลกของเราจะน่าอยู่เพียงไร

บทสรุป

เป็นอันว่า เท่าที่เขียนชี้แจงมาตั้งแต่ต้น เชื่อว่า ผู้อ่าน ผู้ที่คิดต่าง ผู้ที่พยายามตีความวลีเงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงยของผู้เขียนไปในทางตรงกันข้าม หรือตีความไปในทำนองบิดเบือนให้ผู้เขียนเสียหาย ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดๆ หรือแม้บางท่านที่เขียนชี้นำไปในทำนองก่อให้เกิดความเกลียดชัง หวังร้าย บาดหมาง สร้างประเด็นที่เกินกรอบของการแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์จนกลายเป็นการก่นด่า ฯลฯ ก็คงจะเข้าใจได้ตรงกันเสียที ว่าความหมายที่แท้ของคมธรรมประจำวันดังกล่าวนั้น หมายความว่าอย่างไร มีขอบเขตแค่ไหน มีเจตนารมณ์อย่างไร เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ก็ถือว่า เราได้ร่วมกันแสวงหาปัญญา แสวงหาความรู้ แสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยนัยนี้ทำให้ต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่เห็นต่าง ขอย้ำเพียงว่า ความคิดเห็นแตกต่างที่แสดงออกมาอย่างจริงใจนั้น เป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ขอติงเพียงนิดเดียวว่า ลำพังการมีความคิดเห็นอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความรู้จริงในสิ่งที่ตนจะแสดงความคิดเห็นมาประกอบด้วย ดังนั้น ทางที่ดี ก่อนแสดงความคิดเห็น ขอให้ช่วยกันหาความรู้ให้แน่ ใช่แค่คิดเอามิเช่นนั้นแล้ว การใช้เสรีภาพทางปัญญาจะกลายเป็นการก่นด่า แสดงอารมณ์ ยุให้รำตำให้รั่ว มากกว่าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้วิธีการและการใช้ท่าทีทางปัญญาในเชิงสร้างสรรค์

อย่าให้มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ต้องมานั่งเสียใจว่า เขาอุตส่าห์พัฒนาเฟซบุ๊คขึ้นมาด้วยปัญญาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับเป็นรากฐานและเครือข่ายให้คนทั่วโลกใช้ในทางสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาโลกนี้ให้ดีกว่าเดิม แต่เราคนไทยกลับนำเทคโนโลยีขั้นสูงนี้มาใช้เพียงเพื่อใส่ร้าย-ก่นด่า-ล่าแม่มดกันเท่านั้นเอง

หมายเหตุ : เรื่องสืบเนื่อง

ในช่วงสองปีมานี้ มีผู้ที่ติดตามข้อเขียน บทความ รายการโทรทัศน์ ที่ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในต่างกรรมต่างวาระ นำเอาข้อคิดความเห็นของผู้เขียน ซึ่งพูดฉบับเต็มหรือ ฉบับสมบูรณ์ที่มีบริบท (ข้อความแวดล้อม) จำเพาะเรื่อง จำเพาะสถานการณ์ที่ถ้าฟังให้ตลอดครบถ้วนกระบวนความตลอดสาย ก็จะเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมดครบถ้วน แทบไม่เหลือช่องให้ตีความเป็นอื่นในทางเสียหาย หรือเข้าใจผิด มาตัดต่อ-ดัดแปลง-ตกแต่งเพียงบางตอน บางคำ บางบท ให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม ทั้งนี้ จะด้วยเจตนาแบบใดก็แล้วแต่ แล้วจากนั้นก็ เขียนชี้นำเพื่อสร้างความเข้าใจผิดเพี้ยนไปจากฐานข้อมูลเดิม ทำให้มีผู้พลอยเข้าใจผิดจากหลักธรรมแท้ๆ ที่ต้องการสื่อสารอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้เขียน จึงขอชี้แจง ไว้ในที่นี้ว่า การแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นเสรีภาพพื้นฐานที่ทุกคนมีสิทธิ์กระทำได้อยู่แล้ว ความคิดเห็นที่แตกต่างที่หากทำด้วยเจตนาดีและมีความรับผิดชอบ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ขอให้ข้อคิดเพียงว่า ก่อนแสดงความคิดเห็น และส่งต่อความคิดเห็นนั้นๆ ควรหาความรู้ให้ถ่องแท้แน่ชัดเสียก่อน ไม่ใช่เห็นบางคำ บางภาพ บางข้อความ ที่ถูกตัดตอนออกมาเผยแพร่ ก็รุมกระหน่ำแสดงความคิดเห็นเหมือนปลาปิรันย่าฮุบเหยื่อด้วยความตะกรุมตะกราม ขาดสติ อย่างน้อยที่สุด ควรใช้วิจารณญาณก่อนการแสดงความคิดเห็น ต้องศึกษาบริบทแวดล้อมของข้อมูลต่างๆ ที่ตนจะเขียนถึง พูดถึง ว่าเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบใด ต้องไม่ลืมว่า ในขณะที่เรากำลังตัดสินคนอื่นเราก็กำลังเปิดเผยสติปัญญาของเราให้คนอื่นได้เห็นด้วยเช่นกันว่า วิธีที่เราคิด วิธีที่เราแสดงออก มันสะท้อนระดับการศึกษา อุปนิสัยและสติปัญญาของเราว่ามีอยู่อย่างไร และกำลังใช้สิ่งที่มีอยู่นั้นด้วยคุณภาพระดับไหน โฆษณาเรื่องพ่อใบ้ของไทยประกันชีวิต น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ชอบตัดสินคนอื่นจากภาพบางภาพ คำบางคำได้เป็นอย่างดี ว่า ไม่ควรด่วนตัดสินอะไรจากการเห็นเพียงเงาหรือเศษเสี้ยวของความจริงแล้วก็ร่วมกระจายความเห็น ความเข้าใจที่ผิดกันอย่างง่ายดาย เราคนไทยไม่ควรสนุกกับการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่ควรสนุกกับการแสวงหาความรู้ก่อนที่จะเชิดชูความเห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่รักและสนุกกับการชอบให้ความเห็นในประเด็นต่างๆ ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ผู้เขียนขอมอบหลักกาลามสูตร อันเป็นการวางท่าทีทางปัญญาต่อการเสพข้อมูลข่าวสารในยุคไอที ไว้ให้พิจารณา ดังต่อไปนี้ (เพื่อที่จะได้ไม่ถูกท่วมทับด้วยขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารและเผยแพร่ข้อคิดความเห็นอย่างมักง่าย)

ท่าทีในการบริโภคข้อมูลข่าวสารยุคไอที

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟัง ตามๆ กันมา

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือ  สืบๆ กันมา

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ ต่อๆ กันมา

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการใช้ตรรกศาสตร์

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการมองว่า เข้ากันได้กับความเชื่อของตน

. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการมองว่า โดยรูปลักษณ์น่าจะเป็นไปได้

๑๐. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา

ต่อเมื่อใดก็ตาม รู้ เข้าใจ ด้วยตนเองว่า ธรรม (เรื่อง) เหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้น จึงควรละ หรือปฏิบัติตามนั้น (องฺ.ติก.๒๐/๕๐๕/๒๔๑)

.วชิรเมธี

๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕

 

ดาวน์โหลดบทความนี้ http://www.ebooks.in.th/ebook/4759

 

ดาวน์โหลด E-Book หัวใจเศรษฐี http://www.ebooks.in.th/ebook/1154/

 

 

   

กวีนิพนธ์ "ครูคือใคร"

 

ครูคือใคร

ครูคือใคร ใครคือครู ใครรู้บ้าง

คือผู้สร้างศิษยาให้กล้าหาญ

คือผู้บ่มดวงวิญญาณ์วิชชาการ

คือผู้ดาลดลสุขผู้ปลุกใจ

คือพระพรหมผู้รังสรรค์บันดาลโลก

ผู้นำโชคนำทางสว่างไสว

ผู้ยกระดับมนุษย์วุฒิไกร

ผู้จุดไฟแห่งปัญญาแด่นาคร

คือผู้เป็นมิ่งมิตรที่ศิษย์รัก

ผู้เป็นหลักปวงประชากล้าสั่งสอน

ผู้เป็นพระอรหันต์หมั่นอาทร

ผู้ทุกข์ร้อนห่วงใยไม่สร่างซา

คือผู้ทรงเกียรติของครูกูรูแก้ว

ผู้เพริศแพรวภูมิธรรมส่ำศึกษา

ผู้รับใช้มวลมนุษย์วิสุทธา

ผู้เป็นปาจารย์เอกดิเรกคุณ

ครูคือใคร ใครคือครู ใครรู้บ้าง

ใครครูสร้างจนเด่นดีมีสุขสุนทร์

อย่าลืมครูลืมใครผู้ใจบุญ

อย่าลืมทุนแห่งชีวิตที่ติดครู !

ว.วชิรเมธี

๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔

ภาวนาศรมออกซฟอร์ด เมืองออกซฟอร์ด

สหราชอาณาจักร

 

   

กวีนิพนธ์ดลธรรม "ความเป็นครู"

   

พรปีใหม่ ๒๕๕๕ จากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี


๑. คิดดี
๒. พูดดี
๓. ทำดี
๔. อยู่ในสิ่งแวดล้อมดี
๕. สมาคมกับคนดี
๖. ยกย่องคนดี
๗. ช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้ดี


๗ ประการดังกล่าวมานี้  เป็นอุดมมงคล

   

ครู คือ กัลยาณมิตร

คำว่า “ครู” เป็นคำสำคัญมาก เพราะ “ครู คือ กัลยาณมิตรผู้ชี้ทิศนำทางของศิษยานุศิษย์ ให้มีความสว่างไสวในทางปัญญาและจิตวิญญาณ”  ในทางพุทธศาสนา ครูได้รับการยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคล (บุคคลที่ควรบูชา) และเป็นครุฐานียบุคคล (บุคคลที่ควรเคารพ)

หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล  เขียนถึงครูผู้เปี่ยมคุณูปการเอาไว้ว่า

                                    “พงไพรในป่ากว้าง        ห่างไกล

                   แสงวัฒนธรรมใด                   ส่องบ้าง

                   เห็นเทียนอยู่รำไร          เล่มหนึ่ง

                   ครูนั่นแหละอาจสร้าง               เสกให้ชัชวาล”

                   พระพุทธองค์ทรงยกย่องครูว่าเป็น “กัลยาณมิตร” ซึ่งหมายถึง ผู้นำทางปัญญาและจิตวิญญาณผู้เปี่ยมด้วยธรรมของมิตรแท้ ๗ ประการ กล่าวคือ

                        ๑.ปิโย  “น่ารัก” เพราะเปี่ยมด้วยเมตตา ชวนให้ศิษยานุศิษย์รู้สึกเป็นสิริมงคล อบอุ่น สบายใจยามอยู่ใกล้ ชวนใจให้อยากเข้าไปไต่ถามปรึกษาหารือหรือฝากตัวเป็นศิษย์

                        ๒.ครุ   “น่าเคารพ” เพราะวางตนสมแก่ฐานะแห่งความเป็นครูผู้เป็นปูชนียบุคคล ก่อให้เกิดความมั่นอกมั่นใจยามอยู่ใกล้สนิทเสวนา

                        ๓.ภาวนีโย “น่ายกย่อง” เพราะทรงภูมิรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา คู่ควรแก่การเจริญรอยตามและเอ่ยอ้างถึงได้อย่างมั่นใจ

                        ๔.วตฺตา “มีวาทศิลป์” กล่าวคือ เป็นผู้รู้จักศิลปะในการพูด การสอน การแนะนำ การให้คำปรึกษา

                        ๕.วจนกฺขโม “มีความอดทนต่อถ้อยคำ” กล่าวคือ เป็นผู้มีใจกว้าง อดทน อดกลั้น ต่อการปรึกษา ไต่ถาม และทนคำวิพากษ์วิจารณ์หรือความคิดเห็นที่แตกต่างได้อย่างสงบ ไม่เบื่อ ไม่หน่าย ไม่หงุดหงิดฉุนเฉียว  ในการแนะนำพร่ำสอนศิษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

                        ๖.คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา “ทำเรื่องยากให้ง่าย” กล่าวคือ มีศิลปะในการถ่ายทอดเรื่องราว หรือวิชาการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ลึกซึ้ง ให้ง่าย หรืออธิบายเรื่องจากง่ายให้ลึกซึ้งขึ้นไปตามลำดับได้ครบถ้วนกระบวนความอย่างสนุกสนานมีชีวิตชีวา

                        ๗.โน จฏฺฐาเน นิโยชโย “ไม่แนะนำในเรื่องอันไม่ควร” กล่าวคือ ไม่แนะนำพร่ำสอนศิษย์ในทางเสียหาย ไม่ชักชวนศิษย์ให้เฉไฉออกนอกลู่นอกทาง (องฺ.สตฺตก.๒๓/๓๔/๓๓)

                        ครูผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรธรรมที่กล่าวมา ควรกล่าวได้ว่าเป็น “ยอดคน” ที่เป็น “ยอดครู” โดยแท้

ว.วชิรเมธี

๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL

สถาบันวิมุตตยาลัย

Vimuttayalaya Institute

๗/๙-๑๘ ถนน อรุณอมรินทร์ 7/9-18 Arunamarin Rd.
เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ Bangkoknoi Bangkok 10700
โทรศัพท์ ๐-๒๔๒๒-๙๑๒๓ Tel (+66) 0-2422-9123
โทรสาร ๐-๒๔๒๒-๙๑๒๘. Fax (+66) 0-2422-9128
อีเมล์ dhammatoday@gmail.com
Email dhammatoday@gmail.com   

เปิดทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.
(หยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

News Update