คอลัมน์
คอลัมน์อื่นๆ
บทความ - คอลัมน์อื่นๆ
ว.วชิรเมธี
สาระสำคัญของการเมืองการปกครองทุกระบอบ ก็คือ เพื่อ “ประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน”
ถ้าพลาดจาก “ประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน” ไปเป็น “ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง” วิกฤติการเมืองการปกครองก็เกิดขึ้นตรงนั้น การที่จะทำให้การเมืองการปกครองสนองตอบต่อวัตถุประสงค์ที่แท้ของการเมืองการปกครองก็คือ จะต้องมีระบบการตัดสินใจทางการเมืองการปกครองที่ถูกต้องไว้เป็นมาตรฐาน หรือเป็นหลักประกันเบื้องต้นของระบอบนั้นๆ เสียก่อน
ระบบการตัดสินใจทางการเมืองนั้น กล่าวตามแนวทางของพุทธศาสนาก็มีอยู่ ๓ ระบบใหญ่ๆ คือ
๑. ระบบอัตตาธิปไตย ตัดสินใจโดยยึดเอาความต้องการของตนเป็นตัวตั้ง จุดเด่นของการตัดสินใจแบบนี้คือ รวดเร็ว แต่เสี่ยงต่อการเป็นทรราช ซ้ำยังขาดการถ่วงดุล จึงผิดพลาดเสียหายได้ง่าย
๒. ระบบโลกาธิปไตย ตัดสินใจโดยยึดเอาความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง จุดเด่นของการตัดสินใจแบบนี้คือ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนจริงๆ แต่เสี่ยงต่อการตกอยู่ในลักษณะพวกมากลากไป หรือกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย
๓. ระบบธัมมาธิปไตย ตัดสินใจโดยยึดเอาความถูกต้องและประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ จุดเด่นของการตัดสินใจแบบนี้คือ เป็นระบบที่มีความเที่ยงธรรม มีมาตรฐานสำหรับทุกฝ่าย แต่เสี่ยงต่อการต่อต้านของผู้เสียผลประโยชน์
จะเห็นว่า ระบบการตัดสินใจแบบที่หนึ่งและสองนั้น เมื่อตัดสินใจแล้ว จะมีปัญหาตามมาเสมอไป ส่วนแบบที่สามนั้น เป็นระบบการตัดสินใจมาตรฐานที่เมื่อวางลงจนเป็นระบบที่เข้มแข็งแล้ว จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
ที่ระบุว่า การตัดสินใจแบบที่หนึ่งและสองยังมีปัญหาก็เพราะว่า ถ้าตัดสินใจตามใจฉัน ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นเผด็จการหรือทรราชไป ส่วนตัดสินใจโดยฟังเสียงประชาชนไปเสียทุกเรื่อง โดยไม่คำนึงถึงความควรไม่ควร (เช่น ประชาชนบอกว่า การพนันเป็นสิ่งที่ดี รัฐก็ออกกฎหมายอนุญาตให้มีการพนันเสรี ประชาชนบอกว่าการดื่มสุราเป็นของดี รัฐก็อนุญาตให้ผลิตและดื่มได้อย่างเสรี ถ้าขืนผู้กุมอำนาจรัฐตัดสินใจโดยมุ่ง “ประจบ” ประชาชนอย่างนี้ ผลก็คือ ได้ใจประชาชน แต่ประเทศเสียหาย เข็มทิศทางทางจริยธรรมของสังคมพังทลาย ซึ่งจะทำให้มีปัญหาสังคมตามมามากมายไม่จบสิ้น) ประเทศก็จะไร้ทั้งมาตรฐานและไม่มีบรรทัดฐาน สำหรับการตัดสินใจแบบธัมมาธิปไตยที่เน้นการยึด “หลักการ” มากกว่า “ความต้องการ” ทั้งความต้องการ “ของฉัน” และความต้องการ “ของประชาชน” (อย่างหน้ามืดตามัว) หากแต่เน้นไปที่ “ความจริง ความจำเป็น และประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ” แม้จะทำให้การตัดสินใจนั้นดูล่าช้าไปบ้าง ไม่ได้ดั่งใจคนส่วนใหญ่ที่อยากได้อะไรตามแต่ใจเฉพาะหน้าบ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว ก็จะทำให้สังคมมีมาตรฐานในเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน มีบรรทัดฐานที่ดีไว้ให้อ้างอิง มีระบบที่เป็นระเบียบปฏิบัติที่ลงตัว และเข้าสู่ความเป็นรัฐที่มีหลักประกันในการอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง ซึ่งเราเรียกกันในปัจจุบันว่า จะทำให้สังคมมีระบบ “นิติรัฐ” ที่เข้มแข็งนั่นเอง
หากเราต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนขึ้นมาในสังคมไทย เราคงต้องหันมาพิจารณาระบบการตัดสินใจทางการเมืองของคนไทยกันใหม่ ว่า ทุกวันนี้ ทั้งชนชั้นนำของสังคมไทย และประชาชนคนไทย มีระบบการตัดสินใจทางการเมืองกันอย่างไร
ถ้าเราช่วยกันทำให้คนไทยมีระบบการตัดสินใจในแบบ “ธัมมาธิปไตย” คือ ตัดสินใจโดยยึดเอาความจริง ความถูกต้อง ประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ที่ยั่งยืน เป็นบรรทัดฐานได้เมื่อไหร่ ระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยก็จะเข้มแข็ง รากฐานของนิติรัฐ (ซึ่งต้องอยู่ที่ใจ อยู่ที่จิตสำนึก หรืออยู่ที่ค่านิยมของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ในกระดาษเท่านั้น) ก็จะมั่นคง
แต่ถ้าเรายังคงปล่อยให้มีระบบการตัดสินใจในทางการเมืองการปกครองกันแบบอัตตาธิปไตย คือ ฉันต้องการอย่างนี้ ทุกคนต้องว่าตามฉัน หรือ โลกาธิปไตย ประชาชนว่าอย่างนี้ ใครหน้าไหน ก็ต้องฟังประชาชน (ถ้าเสียงประชาชนนั้น เป็นเสียงบริสุทธิ์ที่แท้จริงก็ต้องฟัง แต่ถ้าเป็นเสียงซึ่งสะท้อนออกมาเพราะถูกวางเงื่อนไขหรือถูกซื้อ แม้เป็นเสียงประชาชนก็ต้องฟังอย่างไว้หู ไม่ใช่ฟังแล้วต้องเอาตามไปเสียทั้งหมด การฟังเสียงประชาชนทุกฝ่ายนั้น หากไม่ระวังให้ดี คือ ไม่ฟังอย่างมีสติ ก็จะกลายเป็นการประจบประชาชนหรือหลอกใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ และยิ่งทำให้ประชาชนอ่อนแอลงไป และต้องหลอกล่อกันด้วยอามิสสินจ้างไม่จบสิ้น) ระบอบประชาธิปไตย ก็จะยังไม่หยั่งรากอย่างมั่นคงลงสู่สังคมไทย
ระบบการตัดสินใจในแบบ “ธัมมาธิปไตย” นั้น เป็นหัวใจของประชาธิปไตย
ถ้าประชาชนถือหลัก “ธัมมาธิปไตย” คือ ยึดหลักความจริง ความถูกต้อง (นิติธรรม) และประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นใหญ่อย่างเข้มแข็งมั่นคงได้อย่างแท้จริงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละที่ประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นได้ในทุกๆ สังคม
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าประชาธิปไตย ก็คือ การปกครองของประชาชนที่ถือหลักการตัดสินใจในแบบธัมมาธิปไตยเป็นใหญ่ โดยประชาชน และเพื่อประชาชนเวลานี้ เราคนไทยต่างต้องการประชาธิปไตยที่แท้ และพยายามแสวงหาวิธีการที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้ขึ้นมาในประเทศชาติบ้านเมือง โดยกระบวนการต่างๆ แต่แล้ว เราคงลืมไปว่า รากฐานของประชาธิปไตยที่แท้อยู่ที่ “ระบบการตัดสินใจของประชาชน” ถ้าเรามองข้ามวิธีคิด วิธีตัดสินใจของประชาชน แล้วมัวแต่ไปออกแบบ “เครื่องมือ” เพื่อสร้างประชาธิปไตย แต่ไม่ออกแบบวิธีการตัดสินใจของประชาชนให้เป็นรากฐานของประชาธิปไตยเสียก่อน ก็เชื่อได้เลยว่า การปฏิวัติ รัฐประหาร และการทำร้ายกันระหว่างคนไทยด้วยกันเองเพราะวิกฤตการเมืองจะยังคงมีอยู่ต่อไป ดังนั้น จึงขอฝากมายังเราคนไทยทุกภาคส่วนที่อยากให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยว่า เราต้องช่วยกันออกแบบวิธีตัดสินใจทางการเมืองของคนไทยให้เป็นประชาธิปไตยเสียก่อน ถ้าแก้เรื่องนี้ได้แล้ว รัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ขอให้เราดูอย่างอังกฤษ อเมริกา อินเดีย ฝรั่งเศส เป็นต้น ประเทศเหล่านี้ เขามีประชาชนที่มี “จิตสำนึกประชาธิปไตย” เพราะเขาถือหลัก “ธัมมาธิปไตย” คือ “ระบบ” ที่เกื้อกูลต่อประโยชน์สุขของประเทศและประชาชนสำคัญกว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคล เขาจึงไม่ต้องมากังวลกับการแก้รัฐธรรมนูญซ้ำซาก
ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อย่ามัวแต่แก้ที่กลไก แต่ต้องช่วยกันแก้วิธีตัดสินใจของประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยด้วยจะดีกว่า เมื่อทั้งประชาชนและกลไกได้มาตรฐานแล้ว รัฐประหาร ปฏิวัติ จะเป็นส่วนเกินของประชาธิปไตยไปโดยอัตโนมัติ แต่หากเรายังมัวแต่แก้กลไก ไม่แก้ระบบการตัดสินใจของประชาชน ก็เชื่อเถิดว่า เมืองไทยจะยังไปไม่ถึงประชาธิปไตยที่แท้จริง ต่อให้ใช้เวลาอีก ๑๐๐ ปี ภาพเก่าๆ เช่นทุกวันนี้ ก็จะหวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกไม่จบสิ้น
“หนุ่มสาวรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้ว่า ความรักมีหลายมิติ แต่ที่เราหยิบมาเน้นทุกวันนี้มีมิติเดียวคือความรักในเชิงชู้สาว ซึ่งมักจะไปจบที่การมีความสัมพันธ์ เพราะว่าไม่อยากจะผูกพัน และนั่นเป็นเหตุให้ก่อปัญหาสังคมตามมามากมาย เพราะฉะนั้นเขาควรจะเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าแท้ที่จริงนั้น ความรักเป็นอะไรที่มากกว่าความสัมพันธ์ในเชิงชายหนุ่มหญิงสาว”
ในทรรศนะที่สรุปมาจากองค์ความรู้ทางพุทธศาสนา ความรักมีด้วยกัน 4 มิติ
1.รักตัวกลัวตาย
2.รักใคร่ปรารถนา
3.รักเมตตาอารี
4.รักมีแต่ให้
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายว่า
1.รักตัวกลัวตาย เป็น ความรักอิงสัญชาตญาณพื้นฐานของการมีชีวิต ความรักเช่นนี้มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกประเภท อันตรายของความรักชนิดนี้ คือถ้ามีมากเกินไปจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว และบางครั้งเพื่อที่จะปกป้องตัวเอง ก็ถึงกับต้องฆ่าคนอื่น
2.รักใคร่ปรารถนา เป็นความรักอิงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเป็นเครื่องมือของความรักชนิดนี้ ความรักชนิดนี้ถ้าวิเคราะห์ลึกๆ มีความโลภเจืออยู่ นั่นก็คืออยากจะได้ ใคร่จะครอบครอง และถ้าตัวเองได้ตามที่ต้องการก็ถือว่าประสบความสำเร็จในความรักชนิดนี้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามไม่ได้ตามที่ต้องการ ความโลภอาจจะกลายเป็นความแค้น
“และนั่นเป็นเหตุให้หลายครั้ง คนที่รักกันแต่พอผิดหวังจากความรัก จึงลงเอยด้วยการทำร้ายซึ่งกันและกัน และในบางกรณีถึงขั้นฆาตกรรม ชำแหละคนรักเป็นศพ ไหนบอกว่ารัก ทำไมต้องจบด้วยการฆาตกรรม เพราะลึกๆ แล้วไม่ใช่รัก เป็นแค่ราคะ คือความปรารถนาในกามารมณ์ และเป็นเพียงความโลภ คือต้องการที่จะครอบครองมาเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นความรักชนิดนี้จึงไม่ปลอดภัย ต้องก้าวไปหาความรักที่สูงขึ้น”
ความรักที่ 3 คือ รักเมตตาอารี คือความรักที่อิงและร่วมทางวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น มีสายเลือดเดียวกัน พ่อแม่ก็จะรักลูกมาก เพราะลูกก็คือสำเนาของตนเอง คนที่ถือศาสนาเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกเพราะมีศาสดาคนเดียวกัน คนที่ถือสัญชาติเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกกับคนสัญชาติเดียวกัน และมนุษย์ด้วยกันก็จะรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าสัตว์
“ความรักเช่นนี้เป็นความรักที่อาศัยโยงใยทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องหล่อ เลี้ยง เราจะรักใครก็ตามที่เราเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมได้ในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น ถ้าเราเดินอยู่ในอเมริกาแล้วเจอคนไทย เราจะรู้สึกปีติเบิกบานขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ฝรั่งที่เราเจอก็คนทั้งนั้นแต่เราจะเฉยๆ ถ้าคนไทยคนนั้นเป็นชาวพุทธเหมือนกับเรา ก็ยิ่งดีใจใหญ่ ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะลึกๆ เรามีโยงใยทางวัฒนธรรมร่วมกันบางสิ่งบางอย่าง ความรักชนิดนี้ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน
แต่อันตรายของความรักชนิดเช่นนี้ก็คือ บางครั้งมันกลายเป็นความหลงผิด ยึดติดถือมั่นในกลุ่ม ในหมู่ ในพรรค ในเผ่า ในพันธุ์ของตัวเอง แล้วกลายเป็นสงครามระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างผิวสี ศาสนา ลัทธิ การเมือง ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาแล้วนับครั้ง ไม่ถ้วน เช่น ฮิตเลอร์สังหารชาวยิวเพราะอะไร หรือสงครามครูเสดเกิดขึ้นยาวนานหลายร้อยปี ก็เพราะทุกคนอยากจะปกป้องพระเจ้าของตนเอง รวมทั้งสงครามแบ่งแยกดินแดนทั้งหลาย ความรักชนิดนี้ลึกๆ เข้าไปอาศัยคำว่าลัทธิ อุดมการณ์เป็นเครื่อง หล่อเลี้ยง เป็นเครื่องเชื่อมโยงที่สำคัญ”
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ยังรวมถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่มีทั้ง เสื้อเหลืองและเสื้อแดง หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เข้าไปยึดติดถือมั่นแล้วมีอิทธิพล ต่อการดำเนินชีวิต
“ความรักของสีเหลืองสีแดงก็เป็นความรักในประเภทที่ 3 นี้ด้วย ความรักชนิดที่ 1 ที่ 2 และชนิดที่ 3 ก็ยังไม่ปลอดภัย ต้องพัฒนาต่อไปถึงความรักประเภทที่ 4 คือ รักมีแต่ให้”
“รักมีแต่ให้ เป็นความรักที่มาพร้อมกับปัญญา ความรักที่ 1-3 อิงอารมณ์คือความรู้สึกเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่ความรักชนิดที่ 4 อิงปัญญาคือความรู้สว่างกระจ่างแจ้งในโลกและชีวิต ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จนมนุษย์สามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากมายาคติ คือสิ่งที่เป็นความลวงทุกชนิด เหมือนพอเมฆที่เคลื่อนออกไป ฟ้าก็เปิด ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่แสงสว่างในทิศทั้ง 4″
“ไม่มีอะไรอีกที่เป็นความลับดำมืดหรือเคลือบแคลงสงสัยมัวเมา ความรักชนิด เช่นนี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่จะหยั่งรู้ ถึงความจริงของโลกและชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เช่น ถ้าเราเห็นเงิน เราก็รู้ว่าเงินเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราใช้เงินเสร็จแล้ว เราก็สามารถปล่อยวางมันได้ เราใช้เสื้อผ้าเสร็จแล้วเราก็สามารถถอดวางไว้ได้ เรามียศ เราใช้ยศเสร็จแล้วเราก็ไม่ยึดติดยศ เรามีทรัพย์สมบัติ เราก็บอกว่าสรรพสิ่งคือของใช้ไม่ใช่ของฉัน”
“พอเรามีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงอย่างนี้ ปัญญาของเราจะเป็นอิสระ พอปัญญาของเราเป็นอิสระแล้ว ทอดตาไปทางไหนใจเราก็กว้างขวาง หมดความยึดติดถือมั่น ทอดตาไปทางไหนก็ไม่เห็นใครว่าเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะสิ่งเหล่านั้นคือเปลือกของความเป็นมนุษย์ที่เราสมมติขึ้นมาเองทั้งหมด ทอดตาไปทางไหนคุณก็จะเห็นแต่มนุษยชาติกระจายอยู่ ทั่วทุกหนทุกแห่ง เขากับเราแตกต่างกันเพียงเปลือกผิวภายนอก แต่โดยเนื้อหาสาระก็คือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่ามนุษยชาติ ไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร มีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่าคน นั่นคือความจริงสุดท้าย พอจิตของเราเป็นอิสระอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกในเชิงแบ่งแยกหายไป ความรู้สึกในเชิงถือเขาถือเราหายไป ความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบหายไป ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนที่เสมอกันกับเรา และนั่นคือเหตุที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นพอๆ กับที่เรารักตัวเอง ความรักเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำความรักที่แท้มา นั่นคือความกรุณา รักแท้คือกรุณา”
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายต่อไปอีกว่า กรุณาก็คือความสงสารอันใหญ่หลวง ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทำร้ายใครได้อีกเลย เพราะทอดตาไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็น พี่น้องท้องเดียวกันกับเราทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อปัญญาทำหน้าที่เปิดประตูหัวใจของเราแล้ว ธารน้ำแห่งความรักก็จะไหลหลั่งถั่งท้นออกมา ชโลมชาวโลกให้อยู่กันฉันพี่ฉันน้อง
“อุปมาให้เห็นง่ายๆ รักแท้คือกรุณา เปรียบเสมือนแสงเดือนแสงตะวันที่สาดลงผืนโลก โดยที่ไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน เป็นน้ำก็ไหล เป็นจันทร์ก็ส่อง เป็นนกก็ร้องเพลง โดยไม่เคยถามว่าใครเคยเห็นความสำคัญของฉันหรือ โดยไม่เคยถามว่าฉันจะได้อะไรตอบแทนไหม ฉะนั้นวิวัฒนาการสูงสุดของความรักก็คือ รักแท้คือกรุณา เราต้องไปให้ถึงความรักชนิดเช่นนี้ จึงจะเป็นความรักที่ดีที่สุด ที่ไม่เพียงแต่คนหนุ่มสาวเท่านั้น มนุษยชาติจะต้องไปให้ถึง”
ถึงกระนั้น พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ก็นิยามความรักให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายว่า ความรัก คือการตระหนักรู้ในสัจธรรม แล้วเราสามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้อย่างสิ้นเชิง มีหัวใจที่บริสุทธิ์ หมดจด แล้วก็แผ่ความรักนั้นออกไปรักคนได้ทั้งโลก ความรักในทรรศนะของอาตมากล่าวอย่างสั้นที่สุดคือกรุณา คือจิตใจอันใหญ่หลวงที่สามารถรักคนได้ทั้งโลกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ รักแท้คือกรุณาจะมาหลังจากการผลิบานทางปัญญาเสมอไป ถ้าไม่ได้มาพร้อมปัญญาเป็นได้แค่มายาการณ์ชนิดหนึ่ง พูดง่ายๆ เป็นได้แค่ความรู้สึก
“ฉะนั้นถ้าไปดูพระพักตร์ของพระพุทธรูป ทุกองค์ ยิ้มทุกองค์ ทำไมยิ้ม เพราะจิตท่านเบิกบานผ่องใส ท่านจึงกลายเป็นผู้ที่ยิ้มให้กับคนทั้งโลก รักที่แท้จะเป็นอย่างนั้น เราเกลียดใครไม่ลงเลย”
“ฉะนั้นพุทธศาสนานี้ จึงเป็นศาสนาแห่งความรัก เริ่มต้น พระพุทธเจ้าก็รักใน โพธิญาณ ใช้วันเวลาทั้งหมด 84,000 อสงไขย กำไร 100,000 กัลป์ ทุ่มเทปัจจัยลงไปในโพธิญาณ รักในการที่จะเป็นพระพุทธเจ้า และเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไปถึงตาน้ำที่แท้ ตลอดเวลา 45 ปีหลังจากที่ตรัสรู้ เสด็จพุทธดำเนินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหว่านโปรยพุทธธรรมอันเป็นเครื่องมือ ที่จะนำชาวโลกไปสู่ความรักที่แท้ และด้วยเหตุดังนั้น พระพุทธองค์จึงมีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระมหาการุณิโก แปลว่า พระผู้มีความรักที่แท้”
“เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรัก และเราชาวพุทธทุกคน เมื่อเข้าใจพุทธธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ที่มีความรักอย่างลึกซึ้งที่สุด”
และแม้ว่า “เสียงธรรมะ” อาจเบากว่า “เสียงราคะ”
รายละเอียด :พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่าน ว.วชิรเมธี ได้ชื่อว่าเป็นพระนักคิด นักเขียน นักบรรยายธรรมะที่สร้างปรากฏการณ์ ให้คนไทยหันหน้าเข้าหาธรรมะกันมากขึ้น ด้วยตระหนักว่าแท้จริงแล้วธรรมะกันมากขึ้น ด้วยตระหนักว่าแท้จริงแล้วธรรมะไม่ใช่โลกที่ซับซ้อนเกินกว่าปุถุชนธรรมดาจะทำความเข้าใจ.....
| File |
|---|
ปีที่: ฉบับที่:
วันที่: 12 มกราคม 2553
หน้า: 12-19
รายละเอียด :ธรรมะเป็นสิ่งที่ยากหรือแค่ถูกทำให้ยาก ผมตั้งต้นคำถามเพื่อให้ได้มาซึ่งคำ ตอบ ก่อนหน้านั้นผลเชื่อมาโดยตลอดว่าพุทธศาสนาคงยากเกินกว่าที่วันรุ่นหรือคนรุ่นใหม่จะเข้าใจ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ได้สร้างความกระจ่างทำให้ผลได้ตื่นจากการดำรงชีวิตในรูปแบบเทียมๆ หันมาสนใจคุณค่าแท้ บทสัมภาษณ์ต่อจากนี้ ผลขอเรียกว่า "การปลุก" ปลุกในที่นี้หมายความว่า สะกิตใจ สะกิตสำนึก ให้เราได้ "ตื่น" ีู้เท่านั้นความต้องการของชีวิต.....
| File |
|---|
ปีที่: ฉบับที่:
วันที่: 16 มกราคม 2553
หน้า: 78
รายละเอียด :หากกล่าวอย่างถึงที่สุด ชีวิตกับความตายจึงเป็นของคู่กัน ความตายอยู่ในชีวิตและชีวิตก็อยู่ในความตาย เสมือนหน้ามือกับหลังมือก็มีตัวตนอยู๋บนฝ่ามือเดียวกันนั่งเองในเมื่อเราไม่สามารถแยกชีวิตกับความควายเป็นต่างหากจากกันโอยเอกเทศ ความตายจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเรื่อง "ควรเรียนรู้" ต่างหาก.....
| File |
|---|
Page 1 of 4





